




วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551
วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ดินสอกับยางลบ
ดินสอพอแยกทางกับยางลบมันก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามใจมันแต่...
ทั้งคู่กลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลง เขียนแต่สิ่งที่ดีส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้นเปรียบการเขียนของดินสอเป็นความทรงจำ ดินสอจดจำทุกเรื่องทั้งดีและไม่ดีแต่ยางลบเปรียบเหมือนการลืมเลือน
วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551
.+*+. ฤาจะเป็นดั่งน้ำเต็มแก้ว? .+*+.

เรื่องราวของนักศึกษา ป.โท กับอาจารย์สอนวิชาปรัชญา
ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวันตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึกหัดง่าย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด
เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
"พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?" เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท
แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน..."เต็มแล้ว..."
เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมาแล้วเทกรวดเม็ดเล็กๆ จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบา ๆ กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิส อัดจนแน่นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีก "เหยือกเต็มหรือยัง?"
นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ "เต็มแล้ว..."
เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา เททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย
เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง
"เหยือกเต็มหรือยัง?"เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน ปรึกษากันอยู่นานหลายคนเดินก้าว เข้ามาก้ม ๆ เงย ๆ มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน....
จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทนเดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น
"คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์"
"แน่ใจนะ"
"แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ"
คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอไม่นานน้ำอัดลมก็ซึม ผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่ เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ ๆ ไง" เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น
"ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัวคู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงๆสูญเสียไปไม่ได้...."
"...เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์ ทรายก็คือเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้....เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อนคุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ อยู่ตลอดเวลาชีวิตเต็มแล้ว...เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวดไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน..."
"...ชีวิตของคนเราทุกคน..ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า...เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิตเราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข ใช้ชีวิตเล่นกับลูก ๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด พากันออกกำลังกาย เล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมง สองชั่วโมง เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริง ๆ ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด..."
"...หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา..."
นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม "แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับหมายถึงอะไร?"
เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า "การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่าไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียง ใด ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้นคุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ...."
ปล. เครดิต คุณ Neyriney
วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551
Grand The F.T auto IV & RATING

วันนี้คนในสังคม Online มีวุฒิภาวะพร้อมแล้วหรือยัง จริงๆ แล้วพวกเขาคิดและอยากได้เรตติ้งแบบ ไหนกันแน่ !?
อันดับแรก คำว่าเกม Online มัน “Sensitive” ในสายตาเด็กมากๆ ครับ เอาแค่ปกติเขาเล่นเกมOnline เด็กก็โดนพ่อแม่ดุว่าพออยู่แล้ว ฉะนั้นข่าวแบบนี้เด็กหลายล้านคนมันโดนพ่อ-แม่สอบสวนหนักว่า เล่นเกมอะไร รุนแรงหรือเปล่า มันก็เลยออกมาโวยวายกันยกใหญ่ ซึ่งคนวงนอกเขาก็จะถามทันทีว่า แค่นี้ทำไมต้องออกมาด่าแบบสาดเสียเทเสียกันหนักหนา ข้อเท็จจริงหลักซึ่งเป็นที่มาของกระทู้ตอบโต้มหาศาลก็คือ GTA มันไม่ใช่เกม On line ไงครับ ซึ่งพอตกเป็นข่าวเราก็โดนเหมาว่า “เกม Online” เลว-ชั่วไปซะหมด ซึ่งจริงๆ แล้ว มันเป็นเกมกล่องที่เล่นอยู่กับบ้านคนเดียว ไม่ได้มีลักษณะเป็น “Community” แต่สื่อตีมั่ว โดยสื่อใหญ่ใช้คำว่า “เกม Online มรณะ” และถ้าเป็นเกม Online แท้ๆ มันจะให้บริการได้มันก็ต้องมีผู้เปิดให้บริการในไทย-มีการทำตลาด ซื้อลิขสิทธิ์ ปัจจุบันบ้านเรามีประมาณ 21 บริษัทกับอีก 44 เกมครับ ไม่มีเกมโป๊ เกมรุนแรงอย่างที่สื่อประโคม แบบที่สื่อทำให้ทุกคนเข้าใจ
อย่างเกม Online ทหารยิงกันที่ True ให้บริการอยู่ไม่มีเลือด ไม่รุนแรงเหรอ
มันเป็นเกมเหมือนหน่วยรบบีบีกันแข่งกันยิงเพื่อที่จะไปชิงธงของอีกฝ่าย มันเป็นยุทธกีฬา แต่ว่าเกมอย่าง GTA มันเป็นเกมกล่อง มันจะมีเล่นได้ทั้งเครื่อง Pc-Play 3-X-box 360 ซึ่งจริงๆ แล้วเกม GTA มันมี บ. นิวอีร่า เป็นตัวแทนนำเข้าเกมนี้จากสหรัฐฯ ซึ่งเขาขอ กธ.ผ่านมาแล้ว GTA รวมภาคเสริมมีทั้งหมด 7-8 ภาค ซึ่งภาค 3 ขายดีสุด โดยภาค 4 เมื่อรัฐฯ อนุญาตเขาก็ขายบนแผงได้ปกติ เวลามีเรื่องจะมาโทษเขาไม่ได้ทั้งหมด

ผมว่าการที่ใครเล่นเกมอะไรสักเกมหนึ่งแล้วเดินออกไปฆ่าคนได้แบบในข่าวได้จริงๆ มันต้องระดับไม่ธรรมดา มันต้องหัวสมอง วิธีคิดไงที่แบบ… เหมือนเราดูหนังโป๊ ทำไมเราไม่ไปข่มขืนคนทุกคนละ ดังนั้นจะมาบอกว่าการเลียนแบบเกม แล้วเดินออกไปฆ่าคน ผมว่ามันไม่ใช่ แต่ถามว่าเล่น GTA แล้วเกิดความรู้สึกรุนแรงได้ไหม ผมเชื่อว่า “จริง” เพราะว่าโจทย์ของเกมนี้มันโหด มันก็เกิดภาพความสะใจ แต่ถามว่าคนเล่นเกมนี้ทุกๆ คนจะออกไปฆ่าแท็กซี่ ออกไปปาดคอคน พวกเราไม่เชื่อแบบนั้น
ที่สำคัญข่าวก็บิดเบือนอีก เพราะเกม GTA ไม่มีภารกิจให้ตัวละครออกไปฆ่าแท็กซี่เหมือนที่เด็กที่ตกเป็นข่าวอ้างครับ...ใช่ อันนี้ก็เป็นเฟกที่ 2 คือ 1. เกมนี้ไม่ใช่เกม Online 2. คือการฆ่าแท็กซี่ในเกมนี้มันไม่ได้เป็นโจทย์ของเกม แต่โดยระบบที่ GTA ได้รับการยกย่องมากก็เพราะเกมนี้มันสามารถสร้างอิสระให้กับตัวละคร ไม่ต้องดำเนินตามเนื้อเรื่อง ไม่เหมือนเกม “มาริโอ” ที่เล่นกี่รอบก็จะจบเหมือนเดิม แต่ GTA มันดันเป็นว่ามีภารกิจให้ทำเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มมาเฟีย คือ คุณต้องไปปล้น ต้องไปยึดที่นี่ ซึ่งเราสามารถบังคับตัวละครออกนอกโจทย์ได้ เช่น ผู้หญิงเดินมา เราก็เลือกที่จะไปยิง เลือกจะข่มขืนก็ได้ (แต่ต้องมีลูกล่อ-ชน) ซึ่งเกมนี้ก็มีปัญหามีคนสร้างโปรแกรมมาให้เห็นฉากโป๊ในเกมได้ สหรัฐฯ ก็เลยเปลี่ยนเรตติ้งเป็นเรต AO คือเกมโป๊ และเมื่อเกม GTA ได้รับเรต AO ดังนั้นเกมนี้จะถูกนำไปขายในรโหฐาน ไม่เหมือนบ้านเราที่มีอาเฮียเอาาขายไปงั้นๆ ไม่ได้มีความรู้เรื่องเกมเลย แต่ตามประเทศที่เจริญๆ พนักงานที่ถูกเทรนมาอย่างดีจะเคร่งครัดมากๆ ฉะนั้นการที่จะซื้อเกมเรต M ขึ้นไป จะต้องใช้บัตรประชาชน มันจะไม่เหมือนคนไทยที่เห็นแก่เงิน คนต่างประเทศเขารู้ว่าหน้าที่คืออะไร
รู้สึกอย่างไรที่พอเกิดเรื่องไม่ดีกับวงการเกม Computer และสังคม On-Offline ทีไร เสียงการจัดเรตติ้งก็จะดังกระหึ่มทุกๆ ครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนกันถ้าจะตีแผ่มันเป็นเรื่องที่ทุเรศที่สุดแล้ว เพราะว่ากระทรวงไอซีทีเคยทำต้นแบบมาแล้วกว่า 2 ปี แต่ก็ไม่บังคับใช้เขาบอกว่าไม่มี กม.รองรับ พอรัฐฯ ทำอะไรไม่ได้ ทำให้ทุกวันนี้ค่ายเกมในไทยก็จัดเรตติ้งแปะไว้ที่ข้างกล่องด้วยตัวเองแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณเป็นภาครัฐเวลามีเรื่องก็อย่าไปโทษเอกชนว่าไม่รับผิดชอบ คำถามคือว่าทีไอ้เกมโป๊ เกมเถื่อนอะไรพวกนี้ คุณเห็นก็เฉยๆ ไม่คิดจะกวาดล้างให้หมดไป

แต่คุณตำรวจอย่าลืมว่า เกมเถื่อนน่ะมันไม่เคยมี กธ. เพราะมันไม่เคยส่งเซ็นเซอร์ ฉะนั้นเรื่องนี้ทางออกเดียวก็คือ ต้องปราบแหล่งขาย-ผลิตแผ่นซอฟต์แวร์ แผ่นเกมเถื่อนให้ได้
กลับมาที่เรตติ้ง ในฐานะผู้คลุกคลีกับเกม On-Offline ถ้าประเทศไทยจะต้องจัดกันจริงๆ คุณคิดว่าเราสามารถยก เรตติ้งของอเมริกามาใช้ทั้งดุ้นได้ไหม
จริงๆ แล้วการมีคณะกรรมการเพื่อจัดเรตติ้งมันเป็นเรื่องที่ประเทศมีอารยธรรมจะต้องมีทุกประเทศ เพราะมันคือเรื่องถูกต้อง ถามว่าเราสามารถเอาระบบการจัดเรตติ้งของอเมริกามาใช้ได้ไหม ได้ครับ แต่เด็กที่นั่นจะโตกว่าเรา ฉะนั้นผมเสนอว่าหลายๆ เกมระบุว่า 17 บวก บ้านเราก็ต้องเป็นเรต 18-20 ปีครับ
เมื่อจัดเรตติ้งเกมแล้วคุณเชื่อว่ามันจะช่วยบรรเทาเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝันได้
ครับ แต่สังคมต้องขานรับ ที่สำคัญภาครัฐโดยผู้ที่ถือกม.ต้องปราบปรามซอฟต์แวร์ เกม แผ่นผีเถื่อนให้หมด ทันทีที่ห้างพันธุ์ทิพย์ สะพานเหล็ก ไอทีมอลล์ ตะวันนา สีลม คลองถม ธุรกิจมืดมูลค่านับพันนับหมื่นล้านบาท ถูกปราบแบบจริงจัง ผมว่าการจัดเรตติ้งก็สัมฤทธิผลสูงสุดครับ
คุณบอกว่า แหล่งขายเกม ซอฟต์แวร์ หนัง เถื่อนทุกคนรู้ แล้วทำไมวันนี้ยังมีอยู่ เป็นไปได้ไหมว่า แหล่งพวกนี้ตำรวจไม่รู้
ทำไมจะไม่รู้ แต่ทำหรือไม่ทำเป็นอีกเรื่อง ที่สุดแล้วผมเชื่อว่าการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายต้องมาพร้อมกับการจัดเรตติ้งประเทศเราจะได้เจริญๆ วันนี้ผมว่าเราพร้อมกับคำว่า เรตติ้ง แล้วครับ
*************
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์
วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551
โปรแกรมการแข่งขันล่วงหน้า ประจำฤดูกาล 2007-2008
แต่อย่าเล่นการพนันนะครับ มันไม่ดี ไม่ใช่มาพนันกับผมม่ะ หุหุหุ.......
ถ้าใครสนใจ ข่าวคราวหรือโปรแกรมการแข่งขันเดือนอื่น ๆ ชมได้ที่นี่เลยครับ ==> http://www.premierleague.com

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551
WALL•E หุ่นยนต์โรแมนติกพลิกวิกฤติโลก หนังดีๆ ที่มนุษยชาติต้องดู!

อันที่จริง เจ้าหุ่นยนต์ตัวน้อยนี้เป็นหนึ่งในหุ่นยนต์หลายพันตัวที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อภารกิจเก็บขยะโดยเฉพาะ ดังนั้น แม้ว่า “เขา” จะถูกทิ้งไว้อย่างนั้น แต่ทุกๆ วัน เจ้าวอลล์อีก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่ลดละ ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันตามมาอีกมากมาย เมื่อหุ่นยนต์สาวน้อยอีกตัวหนึ่งปรากฏกายขึ้นมา...
ก็อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นครับว่า เนื้อหาหลักๆ ของหนังเรื่องนี้เกี่ยวโยงถึงสถานการณ์วิกฤติโลกที่ถือเป็น “ความเป็นความตาย” ของมนุษยชาติ และคงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า WALL•E กำลังส่งเสียงเตือนบางอย่างใส่หูและจิตสำนึกของมนุษย์ทุกผู้ทุกคน
ภาพของเจ้าหุ่นยนต์ตัวเล็กๆ ที่เคลื่อนไหวไปมาท่ามกลางเศษขยะที่กองเกลื่อนระเกะระกะท่วมบ้านท่วมเมืองนั้น นอกจากจะเป็นการทำนายถึงโลกในอนาคตได้อย่างเห็นภาพแล้ว ขยะเหล่านี้แท้ที่จริงก็คือผลพวงอันเลวร้ายอีกแบบหนึ่งซึ่งเกิดจากความมักง่ายในการใช้ชีวิตของคนเรานั่นเอง
ฟังๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องเครียด แต่เปล่าเลยครับ เพราะถึงแม้ WALL•E จะมีประเด็นที่ค่อนข้างจริงจังซีเรียส แต่วิธีการเล่าเรื่องก็ยังคงความเป็นการ์ตูนที่ดูสนุกเอาไว้อย่างครบถ้วนเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างไรก็ดี ถ้าจะมองว่าหนังเรื่องนี้มีปัญหาอยู่บ้างก็คงเป็นในช่วงแรกๆ ที่เดินเรื่องค่อนข้างช้าและวนเวียนอยู่กับการนำเสนอภาพหุ่นยนต์น้อยทำงานเก็บขยะนานไปหน่อย และกว่าจะปล่อยบทพูดคำแรกออกมาก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง (ประมาณนาทีที่ 27!)

นอกเหนือไปจากความโรมานซ์น่ารักน่าชังของหุ่นยนต์ตัวน้อยๆ อีกสิ่งหนึ่งซึ่งคนดูน่าจะรู้สึกได้คล้ายๆ กันก็คือ WALL•E เป็นหนังอีกเรื่องที่เหน็บแนมสังคมมนุษย์ได้ตรงจุดที่สุด แม้จะไม่ก่อให้เกิดบาดแผลเหวอะหวะอะไรมาก แต่ก็แสบๆ คันๆ พอประมาณ
ผมชอบตอนที่มนุษย์คนหนึ่งพูดขึ้นมาประมาณว่า “นี่เราต้องยืนด้วยขาของตัวเองแล้วหรือ แย่จังเลย!!” (หลังจากที่ให้เครื่องยนต์กลไกทำแทนตัวเองทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งหยิบอาหารเข้าปาก!) ซึ่งมันทำให้คนดูอดคิดต่อไม่ได้ว่า ที่โลกของเราย่ำแย่และก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤติในหลายๆ เรื่องอย่างทุกวันนี้อย่างทุกวันนี้ บางที สาเหตุสำคัญก็อาจจะมาจากควากอยากสะดวกสบายอย่างไม่ลืมหูลืมตาของคนเรานี่เอง
แน่นอนครับว่า เหตุการณ์ใน WALL•E ทั้งหมดเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคตกาล แต่เราจะปฏิเสธได้อย่างล่ะว่า เหตุการณ์แบบในหนังเรื่องนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ในเมื่อหลายสิ่งหลายอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันก็เริ่มส่อเค้าลางที่เลวร้ายบางอย่างให้เห็นบ้างแล้วอย่างชัดเจน จริงไหม?
เหนืออื่นใด ถึงแม้ WALL•E จะมีตัวละครหลักเป็นหุ่นยนต์ แต่เนื้อหาของมันพูดถึงคนเป็นหลักใหญ่ใจความ เหมือนหนังอีกหลายๆ เรื่องที่เล่นกับประเด็นวิกฤติของโลกที่มักจะบอกกล่าวกับคนดูว่า โลกจะถึงกาลหายนะหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยเพียงข้อเดียว นั่นก็คือการใช้ชีวิตของคน

ทีมา ผู้จัดการออนไลน์
เหรียญทองมาแล้ว “เก๋” คว้าชัยแถมทุบสถิติโอลิมปิก
“น้องเก๋” ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล คว้าเหรียญทองรุ่น 53 กิโลกรัมหญิง เป็นเหรียญแรกให้ทีมชาติไทย ในโอลิมปิก 2008 พร้อมยังทำลายสถิติโอลิมปิกในท่าคลีนแอนด์เจิร์กอีกด้วย
การแข่งขันกีฬายกน้ำหนักในมหกรรมโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2551 มีการชิงชัยกัน 2 เหรียญทอง จากรุ่นน้ำหนัก 53 กิโลกรัมหญิง และรุ่นน้ำหนัก 56 กิโลกรัมชาย
โดยในรุ่น 53 กิโลกรัมหญิงนั้น ทีมชาติไทยส่ง “น้องเก๋” ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล ความหวังเหรียญทองที่ชวดโอกาสไปลุยเอเธนส์เกมส์ เมื่อ 4 ปีก่อนแบบฉิวเฉียดลงแข่งขันด้วย เริ่มการแข่งขันด้วยท่าสแนทช์ ซึ่ง ประภาวดี เรียกน้ำหนักในครั้งแรกที่ 92 กิโลกรัม และก็ผ่านไปได้แบบสบายๆ ขณะที่ตัวเต็งในรุ่นนี้อย่าง ยูน จินฮี จากเกาหลีใต้ เรียกน้ำหนักครั้งแรกที่ 94 กิโลกรัม ซึ่งก็ผ่านไปแบบไร้ปัญหาเช่นกัน ด้าน นาสตาสเซีย โนวิกาวา ตัวเต็งอีกรายจาก เบลารุส เรียกน้ำหนักครั้งแรกที่ 92 กิโลกรัม และก็ทำสำเร็จ
สำหรับการยกในครั้งที่ 2 สาวไทยเรียกน้ำหนักที่ 95 กิโลกรัม ก่อนออกมายกผ่านไปได้ แต่ ยูน จินฮี คู่แข่งกลับเรียกน้ำหนักครั้งที่ 2 ไปที่ 97 กิโลกรัม ทว่า ยกไม่ผ่าน ส่วน โนวิกาวา เรียกน้ำหนักที่ 95 กิโลกรัม และก็ผ่านมาได้เช่นกัน
ขณะที่การยกครั้งที่ 3 ของ ประภาวดี เรียกน้ำหนักที่ 97 กิโลกรัม แต่กลับยกไม่ผ่าน ส่วน จินฮี นั้นยกครั้งที่ 3 ที่น้ำหนัก 97 กิโลกรัม แต่ก็ยังไม่ผ่านอีกครั้ง ทำให้สาวแดนโสมยกในท่านี้ได้สถิติ 94 กิโลกรัม ด้าน โนวิกาวา ที่เรียกน้ำหนัก 97 กิโลกรัม ก็ยกไม่ผ่านเช่นกัน ทำให้ท่าสแนทช์ “น้องเก๋” ทำได้ 95 กิโลกรัม เท่ากับจอมพลังสาวจากเบลารุส ทว่า น้ำหนักตัวของสาวไทยน้อยกว่า จึงได้เป็นผู้นำในการยกน้ำหนักท่าสแนทช์
กลับมายกกันต่อในท่าคลีนแอนด์เจิร์ก โนวิกาวา เรียกเหล็กที่ 116 กิโลกรัม ทว่ายกไม่ผ่านในครั้งแรก โดยการตัดสินจากผู้ตัดสิน 2 ใน 3 แต่ก็มายกได้ในครั้งที่ 2 ขณะที่ ยูน จินฮี เรียกน้ำหนักครั้งแรกในท่านี้ที่ 116 กิโลกรัมเท่ากัน แต่ยกผ่านไปได้ ส่วนครั้งที่ 2 จินฮี เรียก 118 กิโลกรัม และก็ยกผ่านได้อีก มาถึงการยกในครั้งสุดท้ายสาวแดนโสมเรียกน้ำหนักที่ 119 กิโลกรัม และก็สามารถยกผ่านได้
ขณะที่ “น้องเก๋” ออกมายกครั้งแรกที่ 120 กิโลกรัม และก็ผ่านได้แบบไม่น่าเป็นห่วงเลย พร้อมกับคว้าเหรียญทองมาครองได้เมื่อมีน้ำหนักรวมที่ยกได้เหนือกว่าคู่แข่งทุกคน อย่างไรก็ตาม จอมพลังสาวไทยเหลือการยกน้ำหนักอีก 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 2 ยกได้ 126 กิโลกรัม พร้อมกับทำลายสถิติโอลิมปิกท่าคลีนแอนด์เจิร์กที่ 121 กิโลกรัมไปแล้ว ส่วนครั้งที่ 3 ยกที่ 130 กิโลกรัม แต่ก็ไม่สำเร็จ
ส่งผลให้ ประภาวดี คว้าเหรียญทองไปครองด้วยน้ำหนักรวม 221 กิโลกรัม (สแนทช์ 95 กิโลกรัม, คลีนแอนด์เจิร์ก 126 กิโลกรัม) ส่วนเหรียญเงินตกเป็นของ ยูน จินฮี จากเกาหลีใต้ ทำน้ำหนักรวม 213 กิโลกรัม (สแนทช์ 94 กิโลกรัม, คลีนแอนด์เจิร์ก 119 กิโลกรัม) ขณะที่เหรียญทองแดงเป็นของ นาสตาสเซีย โนวิกาวา จาก เบลารุส ที่ทำน้ำหนักรวมได้ 213 กิโลกรัม เท่ากับสาวเกาหลี แต่ได้อันดับ 3 เพราะน้ำหนักตัวมากกว่า (สแนทช์ 95 กิโลกรัม, คลีนแอนด์เจิร์ก 118 กิโลกรัม)
วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เริ่มจากเป้ยเป้ย (福娃贝贝 / Beibei) จะทำหน้าที่ส่งมอบความเจริญรุ่งเรือง เนื่องจากตามวัฒนธรรมจีน ภาพเขียนพู่กันรูป ‘ปลา’ และ ‘น้ำ’ จะแทนสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองและความสำเร็จ นอกจากนั้น คำว่าปลาในภาษาจีนที่ออกเสียงว่า ‘อี๋ว์’ ยังพ้องเสียงกับคำที่หมายถึง ‘มีกินมีใช้เหลือเก็บ’ ส่วนหัวของหนูน้อยเป้ยเป้ย ยังประดับด้วยลวดลายปลาที่นิยมในยุคเครื่องมือหินใหม่ของจีน อุปนิสัยเป้ยเป้ยบริสุทธิ์อ่อนโยน เป็นยอดฝีมือแห่งกีฬาทางน้ำ แทนห่วงสีฟ้าในสัญลักษณ์โอลิมปิกสากล
ถัดมาที่จิงจิง ( 福娃晶晶 / Jingjing) เป็นหมีแพนด้าหน้าตายิ้มแย้มไร้เดียงสา ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะนำความสุขสดใสไปมอบให้ทุกคน หมีแพนด้าเป็นทั้งสมบัติล้ำค่าของชาติจีน และยังเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก จิงจิงมาจากป่าไม้อันกว้างใหญ่ แทนความสมานฉันท์อันดีระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ส่วนหัวของหนูน้อยจิงจิงประดับด้วยลวดลายกลีบดอกบัวตามลักษณะเครื่องเคลือบสมัยซ่ง หนูน้อยจิงจิงไร้เดียวสามองโลกในแง่ดี มีพละกำลังเต็มเปี่ยม แทนห่วงสีดำในสัญลักษณ์โอลิมปิกสากล
ฮวนฮวน หรือหนูน้อยลูกไฟ (福娃欢欢 / Huanhuan) เป็นพี่ใหญ่ในบรรดาเด็กน้อยนำโชคทั้ง 5 และเป็นสัญลักษณ์ของไฟโอลิมปิก ฮวนฮวนเป็นตัวแทนของอารมณ์ที่ฮึกเหิมของนักกีฬา และจะส่งมอบจิตวิญญาณของกีฬาโอลิมปิกที่สนุกสนานและเข้มแข็งไปยังทุกสถานที่ที่ไปถึง
เครื่องประดับบนศีรษะของฮวนฮวนมีต้นแบบมาจากลวดลายของเปลวไฟในภาพบนผนังของถ้ำผาม่อเกาคู เมืองตุนหวง ในมณฑลกันซู่ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน นิสัยของฮวนฮวนชอบแสดงออก เชี่ยวชาญกีฬาประเภทบอลทุกชนิด เป็นตัวแทนห่วงสีแดงในสัญลักษณ์โอลิมปิกสากล
ส่วนอิ๋งอิ๋ง (福娃迎迎 / Yingying) คือละมั่งทิเบตที่เฉลียวฉลาด คล่องแคล่วว่องไว มาจากพื้นที่ภาคตะวันตกที่กว้างสุดลูกหูลูกตาของจีน ส่งมอบความสุขสมบูรณ์ที่แข็งแรงให้แก่โลก อิ๋งอิ๋งเป็นละมั่งทิเบตสัตว์สงวนของที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต เป็นการแทนความหมายของโอลิมปิกสีเขียว (หรือโอลิมปิกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) ในครั้งนี้ด้วย
เครื่องประดับศีรษะของอิ๋งอิ๋งเป็นการผสมผสานระหว่างรูปแบบเครื่องประดับของที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตและเขตต่างๆ อาทิ ซินเจียงในภาคตะวันตกของจีน มือเท้าของอิ๋งอิ๋งว่องไว เป็นนักกีฬาที่เชี่ยวชาญกรีฑาทั้งลานและลู่ เป็นตัวแทนของห่วงสีเหลืองในสัญลักษณ์โอลิมปิกสากล
หนูน้อยคนสุดท้ายนีนี (福娃妮妮 / Nini) มาจากฟากฟ้านภากาศ เพราะเป็นนกนางแอ่นที่กำลังสยายปีก รูปลักษณ์ของนีนีได้มาจากว่าวนางแอ่นดั้งเดิมของปักกิ่ง “นางแอ่น” ยังเป็นตัวแทนของ “เยียนจิง” (ชื่อในสมัยโบราณของเมืองปักกิ่ง) นีนีจะนำพาฤดูใบไม้ผลิและความเบิกบานมาสู่มวลมนุษย์ และโปรยปรายคำอวยพร “ขอให้โชคดี” ยังทุกที่ที่บินผ่าน นิสัยของนีนี ไร้เดียงสาไม่เป็นพิษเป็นภัย ความเบิกบานอยู่เป็นนิจของนีนีจะส่องประกายบนสนามแข่งขันยิมนาสติก เป็นตัวแทนห่วงสีเขียวในสัญลักษณ์โอลิมปิกสากล.
โดย ผู้จัดการออนไลน์
เรียบเรียงจาก ไชน่าอีโคโนมิกส์เน็ต
วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551
The Dark Knight

หลังจาก Batman Begins พาฮีโร่ค้างคาวกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภาคต่อก็ถูกสร้างต่อทันที โดยผู้กำกับคนเดิม คริสโตเฟอร์ โนแลน แบทแมนหน้าเก่า คริสเตียน เบล รวมไปถึง ตัวละครอื่นๆ ทุกคนพร้อมใจกันกลับมาสานต่อความสนุกที่ภาคแรกได้สร้างไว้ สบทบด้วยตัวร้ายหน้าใหม่ที่นำความหวาดกลัวมาสู่ชาวเมืองกอธแธม
ฮีธ เลดเจอร์ ในบท เดอะโจ๊กเกอร์เมื่อมีแสงสว่างก็ย่อมมีความมืด ทันทีที่ ฮาร์วีย์ เดนท์ (แอรอน เอ็กฮาร์ท) อัยการเขตผู้เป็นความหวังของคนทั้งเมืองลุกขึ้นจัดการกับอาชญากร โดยมี ผู้หมวดจิม กอร์ดอ(แกรี่ โอลด์แมน) และ แบทแมน คอยสนับสนุน ความชั่วร้ายอย่าง โจ๊กเกอร์ ก็เคลื่อนไหว หนังนำพาผู้ชมเข้าสู่โลกที่ไม่มีทั้งขาวบริสุทธิ์ และ ทั้งดำสนิท ทุกตัวละครล้วนมีด้านตรงข้ามแฝงอยู่ในใจ
ความสนุกของหนังต่างไปจากที่ใครคาดคิดไม่น้อย เพราะหากคุณหวังว่าจะได้พบฮีโร่ที่เก่งกล้าเกินคน ฉากต่อสู้สุดมัน หรือของเล่นไฮเทคมากมาย ต้องขอโทษหนังเรื่องนี้จะมีให้คุณไม่มาก แต่ตลอดเวลาสองชั่วโมงกว่านั้นคุณจะได้บางอย่างที่ต่างออกไปจากหนังแนวนี้ ไม่มีพลังเหนือมนุษย์ ไม่มีลูกเล่น มีแต่ความกดดันการทดสอบตัวเอง และ คำนิยามใหม่ของ ฮีโร่
หลังจากข่าวการเสียชีวิตของ ฮีธ เลดเจอร์ ที่แสดงเป็นโจ๊กเกอร์ หลายคนเฝ้ารอที่จะได้เห็นตัวร้ายตัวนี้ในหนัง ความคาดหวังถูกยกระดับขึ้นไปอีกในใจผู้เฝ้ารอการกลับมาครั้งนี้ แล้วเมื่อได้ชม คุณก็จะไม่มีวันลืมโจ๊กเกอร์อีกเลยในชีวิต ในโลกภาพยนตร์มีตัวร้ายสักกี่คนที่น่าสะพรึงกลัวทุกครั้งที่ปรากฎตัว ยิ่งกว่านั้นมีสักกี่คนกันที่ทำให้คนหัวเราะในการกระทำบางอย่าง ทั้งๆ ที่คุณกลัว?
ความยอดเยี่ยมหลายอย่างในหนังคงต้องชื่นชม ผู้กำกับที่ควบด้วยตำแหน่งเขียนบทเป็นพิเศษ เพราะการใส่ประเด็นต่างๆ เข้าไปในหนังพร้อมๆ กับทำให้มันดูสนุกไปพร้อมกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย เรียกได้ว่าคุณจะต้องคิดทุกๆ สิบนาที ว่าได้ความดีความชั่วในตัวคนเรามันมีที่มาที่ไปจากอะไรบ้าง ทำไมตัวละครถึงตัดสินใจอย่างนั้นทำไมแบทแมนไม่ระเบิดหัวโจ๊กเกอร์ทิ้งซะ พร้อมกับดูหนังที่ลุ้นไปด้วยตลอด การหักเหลี่ยมเฉือนคม ทดสอบประสาท และฉากต่อสู้ ใช้เครื่องมือไฮเทค ที่ดูลงตัวไปเสียทุกอย่าง
แล้ว ทูเฟซ ก็ถือกำเนิด การปลดปล่อยด้านมืดในตัว อัยการเขต ฮาร์วีย์ เดนต์ ผู้เป็นแสงสว่างย้ำถึงสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อเป็นอย่างดี โจ๊กเกอร์ชนะในการเล่นกับความเลวร้ายที่ซ่อนอยู่ในมนุษย์ คนทุกคนเมื่อถึงจุดหนึ่งจะปลดปล่อยตัวตนที่ชั่วร้ายออกมา แต่นั้นไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย
ธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ คำกล่าวนี้ฟังดูจะ เป็นบทสรุปตามสูตรไปหน่อย แต่ป่าวเลย สิ่งที่โจ๊กเกอร์ได้พยายามทำมาทั้งหมดสิ้นสุดลง ความเห็นแก่ตัวกลัวตายไม่ได้เปลี่ยนคนให้ชั่วร้ายได้ทั้งใจ เมื่อทุกคนถึงจุดที่ก้าวข้ามความกลัวไปได้ ไม่ว่าแบทแมน หมวดกอร์ดอน หรือคนธรรมดา ก็พร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม ถึงแม้จะต้องทิ้งตัวเองให้กลายเป็น อัศวินในความมืดมิด ก็ตาม
วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551
จิ๊กซอว์ ที่ไม่ได้อยู่ข้างกัน



ที่มุมโต๊ะด้านหนึ่ง จิ๊กซอว์สองตัวนอนสงบนิ่งอยู่ใกล้ๆกัน ลวดลายของทั้งสองเป็นสีฟ้าอ่อนของท้องฟ้ายามเช้าเหมือนกัน คล้ายๆว่าจะเป็นจิกซอว์ที่อยู่ข้างกันในรูปที่สมบูรณ์


สุดท้าย จิ๊กซอว์ตัวที่ใหญ่กว่าจึงยอมแพ้ เคลื่อนตัวจากไป จิ๊กซอว์ตัวเล็กกว่าร้องเรียกด้วยเสียงโศกเศร้า

"เธอจะไปไหน ฉันทำผิดอะไรเหรอ เธอถึงต้องจากฉันไป ฉันไม่ดีตรงไหน ทำไม.... เธอต้องยอมแพ้แบบนี้ด้วย เธอไม่สงสารฉันเลยหรือ ไม่เสียดายวันเวลาที่เรา พยายามต่อประสานให้เป็นหนึ่งเดียวกันหรือ"

จิ๊กซอว์ตัวใหญ่หันกลับมาด้วยสีหน้าปวดร้าว เอ่ยเสียงเรียบ
"ทำไมเธอถึงคิดว่าเธอทำผิด การที่เราต่อกันเป็นชิ้นเดียวไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดของเธอ ไม่ใช่ความผิดของฉัน เพียงเพราะว่าเราไม่ได้เป็นจิกซอว์ที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ข้างกันก็เท่านั้น และฉันก็กำลังยอมรับมันด้วยความเจ็บปวด....

ฉันเสียใจที่ทำเธอบอบช้ำจากการที่เราพยายามดัดตัวเองให้ประสานกับอีกฝ่าย แต่ก็รู้ใช่ไหม ว่าฉันก็บอบช้ำไม่ต่างกับเธอเลย เวลาและความพยายามของเรามันไม่สูญเปล่าไปหรอก เพราะอย่างน้อย มันก็ทำให้เรารู้ว่าส่วนโค้งของเรามันโค้งแค่ไหน ส่วนเว้าของเรามันลึกเท่าไหร่ และเราควรจะหาจิ๊กซอว์รูปร่างแบบไหน มาเติมเต็มช่องว่างที่เราขาดไป ร้องไห้อยู่ตรงนั้นเถิด และทิ้งความโศกเศร้าทั้งหมดไว้ตรงนั้น

จิ๊กซอว์ตัวใหญ่จากไปแล้ว แต่เรื่องราวยังดำเนินต่อไป ร่องรอยบอบช้ำและเสียงร้องไห้ของตัวจิกซอว์มากมาย ยังคงแว่วมาจากทั่วทุกจุดบนโต๊ะ........

สุดท้ายแล้ว จิ๊กซอว์ของภาพชื่อความรักนี้จะถูกประกอบเป็นรูปที่สมบูรณ์สวยงามได้หรือไม่....ไม่มีใครรู้ และถึงตอนนี้ จิ๊กซอว์ตัวเล็กผู้น่าสงสารตัวนั้น จะเข้าใจสิ่งที่จิ๊กซอว์ตัวใหญ่พูดหรือยัง.....ไม่มีใครรู้ ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของจิ๊กซอว์ตัวใหญ่ทั้งหมดคือความจริงหรือเป็นเพียงข้อแก้ตัว....ยิ่งไม่มีใครรู้
......เมื่อไหร่จะมีใครรู้......

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ความเร้นลับของ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

